++ หยุดเถิดพี่ขอร้อง…ข้อห้ามสำหรับการหางาน ++

ลองจินตนาการว่า เรากำลังตามล่าหางานที่ใช่ งานที่เราอยากทำอย่างแท้จริง มาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว

เราอาจจะลองสมัครงานทุกงานที่เห็นว่าน่าจะทำได้ หรือเกี่ยวข้องกับสายที่เรียนจบมา

หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์หาบริษัทต่างๆโดยตรง รวมถึงพี่ๆ HR ในบริษัทนั้นๆ เพียงเพราะว่าอยากได้งานสุดๆ!

แต่ … ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากบริษัทเหล่านั้นเลย

เรากำลังครุ่นคิดน้อยใจว่าเพราะอะไรกัน ทำไมถึงไม่มีใครเรียกคนที่โปรไฟล์ดี เช่นตัวเราเองนี้ ไปสัมภาษณ์เลยล่ะ!

007 - thrown-out-of-an-interview

ในวันนี้ WonderMe ขออธิบาย 5 ข้อปฏิบัติที่เราควร ลด ละ เลิก ในการหางานที่ใช่… เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานของทุกคน มาลองดูครับว่าเรามีพฤติกรรมเหล่านี้บ้างรึเปล่า!!

1. สมัครงานแบบหว่านแห แม้ว่างานนั้นจะไม่ได้เหมาะกับเราเลยแม้แต่น้อย ในบริษัทต่างๆนั้น วันๆหนึ่งมีผู้สมัครงานเข้ามาในแต่ละตำแหน่งงานมากมายเหลือเกิน การที่งานที่เราสมัครไม่ได้เกี่ยวข้องกับสายอาชีพที่คุณจบการศึกษามา หรือไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา !  ทางที่ดีกว่านั้น เราควรจะเลือกเฟ้นงานอย่างละเอียด โดยเลือกสมัครเฉพาะงานที่ตรงกับบุคลิกเฉพาะตัวของเรา รวมถึงเป็นงานที่เรามีความสามารถและมีความถนัดที่จะทำงานนั้นๆ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสได้งาน มากกว่าการหว่านแหสมัครงานอย่างแน่นอน อีกทั้งยังช่วยทั้งเราและบริษัทประหยัดเวลาอีกด้วยครับ

2. สมัครงานผ่านระบบ Online เพียงอย่างเดียว – แน่นอนครับว่าการสมัครงาน Online เป็นสิ่งที่ทุกทำกัน และงานต่างๆก็มีอยู่มากมายบนโลก Online แต่การที่เราสมัครงานผ่านระบบ Online อย่างเดียว ก็เปรียบเหมือนเราเล่นฟุตบอลเกมบุก แต่เน้นบุกเพื่อเจาะตรงกลางสนามเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีอาวุธอันหลากหลาย เช่น ลูกเปิดจากริมเส้นที่อันตราย หรือการแทงทะลุช่อง ซึ่งในท้ายที่สุด เราก็อาจจะเจาะประตูคู่แข่งไม่ได้! ทางที่ดี เราควรจะออกไปตามงาน Job Fair หรือ Career Fair ต่างๆ เพื่อเปิดโลกทัศน์ และทำความรู้จักกับพี่ๆเหล่า HR รวมถึง Recruiter ที่จะมารับสมัครงานโดยตรง เพื่อให้ได้พูดคุยกับพี่ๆที่ทำงานอยู่ในบริษัทเหล่านั้นจริงๆ และได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร รวมถึงรูปแบบการทำงานภายในองค์กรที่คุณสนใจด้วย
3. คิดว่าการใส่ข้อความเช่น “I am a good Team Worker” หรือ “I am a Fast Learner” จะทำให้เราได้งานในฝัน – จริงอยู่ครับที่ทักษะในการทำงานเป็นทีม หรือการเรียนรู้งานได้รวดเร็ว เป็นสิ่งที่บริษัทมองหาในตัวพนักงาน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็น “Attractive Quality” หรือทักษะที่จะดึงดูดผู้จ้างงานได้อีกต่อไป แต่เป็นทักษะและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานและช่วยแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้ที่เหมาะสมกับงานนั้นจริงๆ รวมถึงบุคลิกภาพที่โดดเด่นเฉพาะตัวของเราต่างหาก ที่จะทำให้เราได้งาน!

4. Resume/CV เดียว … ส่งทุกบริษัท – การที่เราส่ง Resume และ CV รูปแบบเดียวกันหมดให้กับทุกบริษัท แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้มีความใส่ใจในการสมัครงานในบริษัทนั้นๆ เนื่องจากแต่ละงาน ในแต่ละบริษัท จำเป็นจะต้องอาศัยการเขียนที่แตกต่างกัน ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าคุณจะส่งจดหมายรักให้คนที่คุณกำลังจีบ แต่ดันใช้เนื้อความเดียวกันกับจดหมายที่เคยส่งให้แฟนเก่าของคุณ! คงไม่ดีแน่ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น การที่เราจะแสดงให้ผู้ว่าจ้างเห็นถึงความใส่ใจนั้น แนะนำให้ Customize หรือว่าเขียน Resume/CV เฉพาะสำหรับแต่ละงานที่เราจะสมัคร จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าครับ

5. ใส่ข้อความใน Resume ไม่ตรงกับความเป็นจริง – การใส่รายละเอียดเกินจริงอย่างพองาม (โม้อย่างพอดี) เป็นสิ่งที่ทุกคนทำกันเพื่อให้ Profile ของเราดูดีมีความน่าสนใจ แต่การที่เราใส่ประสบการณ์ หรือประวัติการทำงาน ที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเลย เมื่อเข้าสู่รอบการสัมภาษณ์ คุณจะจนมุมซะเอง เนื่องจากผู้สัมภาษณ์จะมีคำถามซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่า เราได้ผ่านกิจกรรม/การทำงานนั้นๆมาจริง เพราะฉะนั้น เราแนะนำให้เขียนสิ่งที่ตรงกับความเป็นจริงที่สุด จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราครับ 😉
การค้นหางานที่ใช่นั้น บอกได้เลยว่าไม่ง่ายครับ และไม่มีสูตรหรือสมการตายตัวที่จะช่วยให้คุณได้งาน แต่ถ้าคุณสามารถลด ละ เลิก วิธีปฏิบัติในการค้นหางานทั้ง 5 ข้อ (ที่ไม่ค่อยเวิร์ค) ที่เราได้บอกไป และเสริมสร้างวิธีการที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวเราเองได้ น่าจะดีกว่าจริงไหมครับ

การเริ่มต้นที่ดี จะช่วยสร้างความมั่นใจ และส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จในอนาคต

ขอให้ทุกคนเจอกับงานที่ใช่โดยเร็วครับ

ค้นหาตัวตนของคุณ ค้นหางานที่ใช่ ในบริษัทที่คุณจะต้องรัก www.wonderme.co

WonderMe.co Team

ภาษากายต้องห้ามยามสัมภาษณ์งาน

                สัมภาษณ์!! เป็นคำที่หลายคนกลัว กลัวเพราะว่าไม่รู้จะเจอกับผู้สัมภาษณ์แบบใด เจอกับคำถามอะไร จะตอบอย่างไร และควรวางตัวอย่างไร …

                ลองนึกภาพว่าคุณได้พบกับงานที่ใช่ ในบริษัทที่คุณอยากทำอย่างแท้จริง คุณส่งใบสมัครไปพร้อม Resume คุณเตรียมพร้อมอย่างดีสำหรับการสัมภาษณ์

เมื่อสัมภาษณ์เสร็จ คุณเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างมั่นใจเพราะว่าคุณตอบคำถามที่เตรียมมาได้อย่างดี และมีความมั่นใจว่าคุณจะต้องได้งานนี้อย่างแน่นอน แต่…คุณเพิ่งลืมยกมือไหว้สวัสดีตอนเดินออกจากห้องสัมภาษณ์ …ใช่เลยครับ ภาษากายที่ต้องห้ามบางประการ อาจทำให้คุณพลาดที่จะได้งานในฝัน!

HS2434

จากผู้เชี่ยวชาญด้านการภาษากาย คุณ Tonya Reiman ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The Power of Body Language” กล่าวว่า “เมื่อใครสักคนพบคุณเป็นครั้งแรก เขาจะประเมินคุณอย่างเงียบๆโดยที่เขาไม่รู้ตัว เซลล์ประสาทในสมองถูกจะกระตุ้นและทำงานอย่างหนักเพื่อพิจารณาว่าเขาควรจะเชื่อและชื่นชมคุณหรือไม่ ซึ่งการที่เขาจะประทับใจคุณหรือไม่นั้นเกิดขึ้นจากการสื่อสารที่ไม่ได้เกิดจากคำพูด

สรุปได้ว่าตั้งแต่คุณเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่ห้องการสัมภาษณ์งาน จวบจนถึงตอนที่คุณก้าวเท้าเดินออกจากห้อง คุณจำเป็นจะต้องระมัดระวังภาษากาย และท่าทางการแสดงออกของคุณให้ดี … เรามีภาษากายต้องห้าม 5 ข้อที่ทุกคนควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งยวดครับ!

  1. บุคลิกภาพไม่ดี – บุคลิกภาพนั้นบ่งบอกได้หลายสิ่ง หลายๆคนอาจไม่ทราบว่าตั้งแต่ในห้องรอสัมภาษณ์นั้น คุณได้ถูกประเมินเรียบร้อยแล้ว! ไม่ว่าคุณจะนั่งตัวตรงหลังพิงพนัง หรือนั่งไหลเลื้อยลงไปตามโซฟา HR กำลังสังเกตคุณอยู่ครับ! ซึ่งนอกจากการนั่งตัวตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง จะช่วยสร้างความประทับใจให้ผู้พบเห็นแล้ว ยังส่งผลต่อกำลังใจภายในตัวคุณเองด้วย โดยคุณจะรู้สึกมีพลัง หึกเหิม และมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ลองดูสิครับ!
  2. ขาดการสบสายตา – คุณจำเป็นจะต้องสบสายตาผู้สัมภาษณ์ (อย่างพอดี) เพราะว่าการไม่สบสายตานั้น อาจทำให้ผู้สัมภาษณ์มองคุณว่าไม่มั่นใจ ลังเล ไม่มีคำตอบที่ดีสำหรับคำถาม หรือแม้กระทั่งคิดว่าคุณอาจจะกำลังโกหกอยู่ … ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่อย่างที่เราบอกครับ มนุษย์เรานั้นจะเชื่อการตัดสินใจโดยสัญชาตญาณที่พบกันครั้งแรก เพราะฉะนั้นเพื่อให้ผู้สัมภาษณ์มองภาพคุณในทางที่ดี เราขอให้คุณสบสายตาผู้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจครับ
  3. ดูเหมือนไม่สนใจ หรือกำลังสนใจสิ่งอื่นมากกว่า – คุณไม่ควรนั่งสลับขาไขว้ห้างไปมา นั่งเขย่าขา เล่นผม จับหน้า เพราะว่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าคุณเบื่อ ไม่สนใจ หรือแม้กระทั่งไม่อยากได้งาน! อีกทั้งยังเป็นการทำให้ความสนใจของผู้สัมภาษณ์ถูกเบนออกไปจากคำพูดที่คุณกำลังตอบ … ทางที่ดีคุณควรจะนั่งตัวตรง และโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ทั้งในขณะที่พูด และในขณะที่รับฟัง โดยพยักหน้ารับเป็นจังหวะอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกเหมือนว่าตัวเค้าสำคัญที่สุด ณ ขณะนั้น!
  4. ยิ้มพลาด – ยิ้มพลาด? การยิ้มอย่างจริงใจ แสดงออกถึงความมั่นใจ การเปิดเผย ความอบอุ่น และพลังงาน รอยยิ้มที่จริงใจเป็นตัวกระตุ้นเซลส์สมองในคู่สนทนาของคุณ ให้สั่งการไปที่กล้ามเนื้อมุมปาก ให้เค้ายิ้มตอบกลับโดยอัตโนมัติ! … ถ้าคุณหน้าบึ้งตึง ไม่ยิ้ม จะทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่าคุณไม่เก่งในการเข้าสังคม และค่อนข้างเก็บตัว รวมถึงอาจจะไม่เก่งในด้านการทำงานเป็นทีม! เราขอแนะนำให้คุณฝึกยิ้มให้ผู้อื่นบ่อยๆครับ … แต่ถ้าคุณกลัวคนอื่นจะหาว่าไม่เต็ม .. ยิ้มให้ตัวเองหน้ากระจกอย่างเป็นธรรมชาติก็ช่วยคุณได้เช่นกันครับ J
  5. ไม่สวัสดี/ทักทายอย่างเหมาะสม – การไหว้ เป็นเอกลักษณ์ในการทักทายอย่างไทยที่เราควรปฏิบัติ ไม่ว่าผู้สัมภาษณ์จะอายุเท่าไหร่ มีวุฒิการศึกษาอะไร เราขอแนะนำให้คุณไหว้ไว้ก่อนครับ! เพราะการไหว้แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนอ่อนน้อม และมีสัมมาคารวะ ไม่ว่าผู้ใหญ่ที่ไหนก็ชอบเด็กที่มีสัมมาคารวะและน่ารักนอบน้อมครับ อย่าลืมที่จะไหว้ทั้งก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ และตอนออกจากห้องสัมภาษณ์หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ จะช่วยเพิ่มคะแนนให้คุณไม่น้อยทีเดียวครับ

เพื่อนๆคงรู้และตระหนักแล้วว่า ภาษากายแบบใดที่เป็นสิ่งต้องห้ามในการสัมภาษณ์งาน … ขอให้ทุกคนเริ่มฝึกฝนตัวเองตั้งแต่วันนี้ครับ ผมเชื่อว่าไม่เพียงแต่คุณจะมีโอกาสได้งานเพิ่มมากขึ้นแล้ว ภาพลักษณ์ในสายตาของคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ หรือคนที่คุณเพิ่งรู้จัก ก็จะดีขึ้นด้วยเช่นกัน … ตัวตรง สบตา ยิ้ม และไหว้สวัสดีครับ

WonderMe.co Team

ดูเด็กเกินไป? ดูไม่เป็นมืออาชีพ? มาเปลี่ยนแปลงตัวเองกัน!

ตอนยังวัยรุ่น การหน้าเด็กเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน … แต่ในโลกการทำงาน บางครั้งการดูเด็ก (เช่นเราๆที่เพิ่งเรียนจบ) อาจส่งผลลบต่อเรามากกว่าผลดี!

เพราะอะไรน่ะหรือครับ ส่วนใหญ่คนเราจะตัดสินผู้อื่นจากการพบกันเพียงไม่กี่นาที ซึ่งหน้าตาก็เป็นหนึ่งในปัจจัย ซึ่งถ้าคุณดูแล้วอายุน้อย (เช่นเป็นวิศวกรจบใหม่ ที่ต้องทำงานร่วมกับช่างรุ่นพ่อ) อาจทำให้คนที่คุณทำงานด้วยไม่เชื่อถือ หรือไม่เคารพในแนวคิดของคุณ

เนื่องจากเราทุกคนต้องการความน่าเชื่อถือ และต้องการให้คนอื่นรับฟังความคิดเห็นของเรา ผมจะมาเล่าวิธีการสร้างความประทับใจ สำหรับเด็กจบใหม่หน้าใส อย่างทุกคนกัน … รับรองว่าคุณจะหน้าแก่ขึ้น เอ้ย!!… จะดูเป็นมืออาชีพขึ้นอย่างแน่นอนครับ :)

013 kid_boss__1248877733_4598

1. ปรับบุคลิกภาพให้ดูดี

บุคลิกภาพ ส่งผลทั้งในแง่ทัศนคติต่อตัวของเราเอง และในแง่ที่คนอื่นมองเรา ได้มีผลการวิจัยว่าถ้าเรายืดตัวตรง ไหล่ตั้ง และอกผายออกนั้น จะช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่จะช่วยทำให้เราดูมั่นใจมากขึ้น รวมถึงทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การเดิน การพูดคุย ถ้าเรารู้จักวางตัวและมีบุคลิกภาพที่ดูดีแล้ว ไม่ว่าเป็นใครก็ต้องชื่นชมครับ

ในปัจจุบันมีคอร์สการฝึกอบรมบุคลิกภาพมากมาย แต่ว่าการฝึกบุคลิกภาพให้ดูดีนั้น เกิดจากความเคยชินและทำให้เป็นนิสัย ซึ่งทำได้ไม่ยากเลยครับ ไม่จำเป็นจะต้องไปเข้าอบรมราคาแพงๆ แต่ว่าต้องฝึกจนเป็นนิสัยและชินไปเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณรู้สึกตัวว่ากำลังยืนหลังงอ ก็ให้สูดหายใจลึกๆ แล้วแขม่วพุง ยืดตัวตรงขึ้น … ทำแบบนี้ทุกครั้งที่รู้สึกตัว แล้วก็ร่างกายก็จะปรับตัว และสร้างความคุ้นชินให้กับท่าทางใหม่ไปเองครับ … ฟังดูง่าย แต่ทำจริงไม่ง่ายนะครับ lol ต้องใช้ความพยายามกันนิดนึง

2. เตรียมพร้อมให้มากกว่าผู้อื่น

ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอต่อพี่ๆในทีม การทำรายงานประจำเดือน หรือสิ่งใดก็ตาม สิ่งที่เราต้องทำคือ เตรียมพร้อม เตรียมพร้อม และก็เตรียมพร้อม ครับ เพราะการเตรียมตัวอย่างดีที่สุด แสดงถึงความใส่ใจ ความรับผิดชอบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราเป็นมืออาชีพจริงๆ … ซึ่งนอกจากที่เราจะมั่นใจเพราะว่าเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแล้ว เนื้อหาและสิ่งที่เราเตรียมมานำเสนอจะยิ่งชัดเจน ไม่ว่าใครจะถามคำถามอะไร เราก็จะมั่นใจและสามารถตอบได้ … ก็เรารู้เรื่องนั้นดีที่สุดนี่ จริงมั้ยครับ!

3. หมั่นหาอาหารสมอง

ยิ่งเรามีความรู้มาก เราจะยิ่งดูมีประสบการณ์สูง ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม หมั่นหาข่าวสารความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้สมองของคุณมีไอเดียใหม่ๆ และแนวคิดเจ๋งๆอยู่เสมอ ยกตัวอย่างคนที่ทำงานวงการไอที มีข่าวสารต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ถ้าคนอื่นๆคุยกันเรื่อง Flappy Bird ว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการเกมบน Smartphone แต่คุณกลับไม่รู้จัก ไม่เคยเล่น … คุณจะคุยกับคนอื่นรู้เรื่องได้ยังไง จริงมั้ยครับ …

4. อ่อนน้อม แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
เมื่อเรามีความสมดุลของทั้งความมั่นใจและความอ่อนน้อมแล้ว เราย่อมจะเป็นที่ชื่นชมของผู้อื่น ความมั่นใจ จะทำให้ผู้อื่นให้เกียรติคุณ ในขณะที่ความอ่อนน้อม จะทำให้ผู้อื่นชื่นชมคุณ

ในฐานะที่เราเพิ่งเริ่มทำงาน เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นพี่เกือบทั้งนั้น ซึ่งอันดับแรกเราต้องรู้จักอ่อนน้อม เพื่อให้พี่ๆเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นหรือทำงานของเรา เราก็ต้องแสดงความมั่นใจในแนวคิดหรือไอเดีย ซึ่งถ้าเราสามารถผสานทั้งสองสิ่งได้อย่างลงตัวแล้ว แน่นอนว่าเราจะต้องเป็นที่ชื่นชมของพี่ๆเพื่อนร่วมงานทุกท่านอย่างแน่นอนครับ

5. เป็นผู้ฟังที่ดีเยี่ยม
รู้หรือไม่ครับ … ในการพูดคุยกันตามปกติ คนเราจะพูดถึงเรื่องตัวเองกว่า 60%!

ผลการวิจัยจากฮาร์วาร์ด พิสูจน์ว่าการพูดเกี่ยวกับตัวเอง จะกระตุ้นสมองในส่วนเดียวกับกิจกรรมเช่น การรับประทานอาหารอร่อยๆ หรือการมีเซ็กส์ที่ดี !

เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อคุณได้เข้าสังคม หรือได้คุยกับผู้อื่น ขอให้ฟังมากกว่าพูด แล้วคนอื่นจะรู้สึกชอบและให้เกียรติคุณมากขึ้น คุณอาจจะลองพิสูจน์ด้วยการทดลองคุยกับแฟนดู วันนี้อาจจะพูดน้อย ฟังมาก วันรุ่งขึ้นอาจจะพูดมาก ฟังน้อย … แล้วถามความรู้สึกของแฟนคุณ ผมเชื่อว่าแฟนคุณ (โดยเฉพาะถ้าแฟนคุณเป็นผู้หญิง) จะรู้สึกชอบคุณตอนที่พูดน้อย ฟังมาก อย่างแน่นอนครับ ฟันธง!

          ทุกคนคงได้ทราบวิธีปฏิบัติและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูเป็นมืออาชีพ และน่าเชื่อถือกันแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การนำสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติจนเป็นนิสัยและความเคยชินครับ … ถ้าทำได้ รับรองเราจะดูเป็นมืออาชีพ จนทุกๆคนต้องให้เกียรติเลยละครับ (แม้ว่าเราจะหน้าเด็กก็ตาม อิอิ)

ขอให้มีความสุขในการทำงานที่ใช่ครับ!

WonderMe.Co Team

วิธีพลิกมุมมองเชิงลบต่องานปัจจุบันของคุณ … ให้เป็นบวก ++

เคยรู้สึกเบื่องานที่ทำมั้ยครับ? เคยคิดว่างานที่คุณทำไม่ได้ช่วยให้คุณเก่งขึ้นมั้ยครับ? เคย(แอบ)ว่าหัวหน้าในใจมั้ยครับ? เคยบอกกับตัวเองว่าจะไม่คิดแง่ลบแล้วมั้ยครับ?

ความคิดก็เปรียบเสมือนดาบสองคม การคิดลบ อาจทำให้คุณรู้สึกสะใจ เหมือนกับว่าคุณเป็นขบถต่อโลกทั้งโลก ไม่มีใครสามารถทำอะไรคุณได้! … แต่ในระยะยาวแล้ว เชื่อผมเถอะครับว่าการคิดลบจะส่งผลในการบั่นทอนสุขภาพจิต เนื่องจากเมื่อคุณคิดลบนั้น ความคิดของคุณที่เปรียบเสมือนแก้วน้ำ จะเต็มไปด้วยน้ำที่ไม่ใสสะอาด ก็แน่นอนล่ะครับว่าแก้วน้ำย่อมมีความจุที่จำกัด ถ้าแก้วน้ำความคิดของเราเต็มไปด้วยน้ำที่ไม่ใสสะอาดแล้วล่ะก็ น้ำดีๆ ความคิดดีๆ ที่ใสบริสุทธิ์ก็คงจะไม่มีที่เหลือให้ใส่ จริงไหมครับ?? … ซึ่งอย่างที่ทุกคนคงทราบดีนะครับ กายและจิตของเราสัมพันธ์กัน ถ้าสุขภาพจิตเราไม่ดี ก็อาจส่งผลรวมถึงสุขภาพกายของคุณด้วยนะครับ คุณอาจจะรู้สึกป่วยบ่อย เจ็บออดๆแอดๆ เชื่อเถอะครับว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเครียด และการมองสิ่งต่างๆในแง่ลบครับผม

010 girl-in-yellow-field

ในวันนี้ WonderMe มีวิธีการพลิกมุมมองเชิงลบต่องานปัจจุบันของคุณ ให้เป็นบวกอย่างง่ายๆ มาดูกันเลยครับ!

  1. ส่องกระจกตอนตัวเองคิดแง่ลบ แล้วฉีกยิ้มในทันที! – ครั้งหน้าที่คุณเริ่มขมวดคิ้ว ตาเขม็ง เกร็งขมับ … ผมขอแนะนำง่ายๆครับ ให้ไปส่องกระจก แล้วคุณจะเห็นหน้าตาอันไร้ราศีของคุณยามที่คุณคิดลบอยู่! วิธีการแก้ไขก็ง่ายๆครับ คือพยายามฉีกยิ้ม ยิ้มให้กว้างที่สุดเท่าที่คุณคิดว่าจะยิ้มได้ในชีวิตนี้ เพราะว่ามีผลวิจัยจากหลายๆสถาบันบ่งชี้ครับว่า ภาษากาย จะช่วยเป็นตัวนำจิตใจได้จริงๆ เพียงแค่คุณยิ้ม อารมณ์และความคิดของคุณจะดีขึ้น และเปลี่ยนเป็นเชิงบวกได้ทันที… ลองดูสิครับ
  2. ออกกำลังกายให้ตายกันไปข้าง – ถ้าคุณเจอโดนเจ้านายกดดันในการประชุมตอนช่วงบ่าย เมื่อเลิกงานแล้ว ขอให้คุณทำใจให้สบาย แล้วลองไปเข้าฟิตเนส เล่นโยคะ ชวนเพื่อนเตะบอล หรือออกกำลังกายอะไรก็ได้ อะดรีนาลินที่หลั่งออกมาตอนคุณออกกำลังกายจะช่วยคลายเครียด และทำให้คุณมีพลังในการต่อสู้กับปัญหาหรืองานที่ท้าทายได้ต่อในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน พักก่อนแล้วค่อยสู้กันใหม่!
  3. คิดว่ามีโอกาสในทุกๆสิ่ง – ครั้งหน้าที่หัวหน้าให้งานคุณเพิ่ม หรือครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกว่างานที่คุณทำนั้น ไม่ได้มีประโยชน์ต่อการพัฒนาตัวคุณเองเลย ขอให้คุณลองปรับมุมในการคิดเพียงนิดเดียว ให้คุณมองว่าทุกสิ่งคือโอกาส การที่หัวหน้าให้งานคุณเพิ่ม แปลว่าเค้าเล็งเห็นความสามารถของเรา ถึงได้ไว้วางใจให้เราทำงาน ซึ่งผลที่ตามมาคือ เราเองก็จะได้มีผลงานเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นที่แน่นอนครับว่าผู้ที่มีผลงาน ย่อมมีสิทธิเข้าตาผู้ใหญ่ และเปิดโอกาสให้คุณได้เลื่อนตำแหน่ง หรือปรับระดับเร็วขึ้นตามผลงานที่คุณทำอย่างแน่นอน
  4. นั่งสมาธิให้จิตใจปลอดโปร่ง – ถ้าคุณลองทำทุกอย่างที่ว่ามาแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลเท่าไหร่ เราขอแนะนำให้คุณเข้าทางธรรม! นั่งสมาธิให้จิตใจปลอดโปร่งครับ แล้วจิตใจคุณจะผ่องใส คลายกังวลและความเครียด เพราะว่าการที่เราได้ทำสมองให้โล่ง และสูดลมหายใจเข้าออกอย่างมีสติแล้ว จะช่วยให้เราใจเย็นขึ้น และมองปัญหาในเชิงบวกเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนครับ!

จะเห็นได้ว่ามีหลายวิธีการที่จะช่วยพลิกมุมมองเชิงลบต่องานปัจจุบันของคุณ ให้เป็นบวก … แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือตัวของคุณเองครับ เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนสามารถฝ่าฟันปัญหาที่เผชิญ ประสบความสำเร็จ และได้ทำงานที่คุณรักครับ!

Wonderme.co Team

กิจกรรม ช่วยให้คุณหางานได้จริงหรือ??

            ทุกคนคงทราบกันดีครับ ว่ามีทักษะด้าน Soft Skill ใดบ้าง (Soft Skill คือทักษะที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรู้สำหรับการทำงานโดยตรง แต่เป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มการทำงานของเรา เช่น การทำงานเป็นทีม การบริหารเวลา ความซื่อตรงต่อหน้าที่ ความรับผิดชอบ ความภักดีต่อองค์กร เป็นต้น) ที่บริษัทผู้ว่าจ้างงานต้องการให้เรามี สำหรับการทำงานในตำแหน่งงานต่าง ๆ

แต่ทุกคนทราบหรือไม่ครับ ว่าบริษัทจะมีวิธีการอย่างไร ที่จะค้นหาว่าที่จริงแล้ว เรามีความสามารถเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด … ใช่ครับ บริษัทจะดูจากกิจกรรมนอกเวลาเรียน ที่เราได้ผ่านมาในช่วงการศึกษาในมหาวิทยาลัย บวกกับการสัมภาษณ์ในช่วงการสัมภาษณ์งานนั่นเอง!

008- activity

ซึ่งคำถามตอนสัมภาษณ์งานจากบริษัท เพื่อที่จะถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่เราได้ทำมา อาจจะเป็นดังนี้

–          คุณทำกิจกรรมอะไรบ้างในช่วงเวลาว่าง?

–          คุณเคยทำกิจกรรมค่ายหรือกิจกรรมอาสาหรือไม่ อย่างไร?

–          กิจกรรมใดที่คุณทำแล้วรู้สึกประสบความสำเร็จที่สุด

–          คุณเคยเข้าร่วมชมรมใดบ้าง แล้วคุณมีหน้าที่อะไร

–          ในแต่ละวัน คุณแบ่งเวลาอย่างไร

–          ตอนคุณเรียนมหาวิทยาลัย คุณแบ่งเวลาให้กับการเรียน หรือกิจกรรมอย่างไร

แล้วกิจกรรมใดบ้าง ที่จะช่วยให้บริษัทได้รู้ว่าคนเป็นคนที่มีคุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าว?

–          กิจกรรมอาสา / ออกค่าย

–          การเข้าร่วมชมรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชมรมคอมพิวเตอร์ ชมรมกีฬา ชมรมดนตรี ชมรมภาษา ชมรมหมากรุก หรือชมรมบริจาคโลหิต

–          สภานิสิต

–          การเข้าร่วมแข่งขันกีฬาต่างๆ

ซึ่งการเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างทักษะให้เราได้อย่างไรบ้าง ไปดูกันครับ!

  1. ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการทำงานจริง – การเข้าร่วมกิจกรรมนอกห้องเรียน จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ และทำให้เรารู้สึกว่าเราได้ประสบความสำเร็จในการทำงานบางอย่าง ซึ่งการทำกิจกรรม ส่วนใหญ่แล้ว จะต้องมีการทำงานร่วมกับผู้อื่น และสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกัน ทั้งหมดล้วนแต่ช่วยให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญโลกการทำงาน
  2. พบเพื่อนใหม่ และช่วยเสริมสร้างทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น – ในการทำกิจกรรมนั้น เราจะได้พบกับเพื่อนๆที่มีความชอบความสนใจคล้ายๆกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการสร้างมิตรภาพที่ดีขึ้นได้ รวมถึงช่วยเพิ่มทักษะในการทำงานเป็นทีม ซึ่งบริษัทต้องการคนที่มีความสามารถในด้านนี้เป็นอย่างมาก
  3. ฝึกทักษะในด้านการบริหารเวลา – การบริหารเวลาให้เหมาะสมระหว่างการเรียน และการทำกิจกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะถ้าจะทำให้ได้ดีทั้ง 2 อย่าง ซึ่งการที่เราสามารถบริหารเวลาได้ดีในตอนเรียน จะเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกว่าเรามีประสบการณ์และทักษะที่ดีในการทำงานจริงๆ เนื่องจากการทำงานจริง จะมีงานที่ต้องทำรอเราอยู่มากมาย บริษัทหรือว่าผู้ว่าจ้างต่างต้องการจ้างคนที่สามารถบริหารเวลาตัวเองได้ และสามารถบรรลุงานตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. เสริมสร้างความรับผิดชอบและความซื่อตรง – การที่เรามีบทบาทสำคัญในชมรมต่างๆ หรือมีหน้าที่ในการทำค่ายต่างๆ จะช่วยเสริมสร้างให้เรามีความรับผิดชอบในการทำงาน เนื่องจากแต่ละชมรม หรือแต่ละกิจกรรม ล้วนแล้วแต่มีสมาชิกอยู่ ซึ่งเปรียบเสมือนกับบริษัทๆหนึ่ง ถ้าเราสามารถรับตำแหน่งสำคัญๆในชมรมเหล่านั้นได้แล้ว บริษัทก็จะมั่นใจระดับหนึ่งว่าเราสามารถรับผิดชอบในตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายในอนาคตได้

กิจกรรมนอกเวลาเรียนนั้น จะเห็นได้ว่ามีความสำคัญไม่แพ้กับผลการเรียนของเราเลย การเรียนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น เปรียบเสมือนกับชีวิตการทำงานจริง ที่จะต้องมีส่วนประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคม ครอบครัว ญาติพี่น้อง ที่เราจะต้องบริหารอย่างสมดุล พวกเราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนทั้งในเรื่องเรียน และในการทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนครับ!

WonderMe.co Team

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… เมื่อฉันตกหลุมรักเพื่อนร่วมงาน

บทความนี้ขออุทิศให้มนุษย์เงินเดือนที่โลกเป็นสีชมพูทุกชีวิตนะครับ

ว่ากันว่าสิ่งที่สวยงามที่สุดที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาบนโลกใบนี้ก็คือ “ความรัก” เพราะฉะนั้นเมื่อความรักพัดผ่านเข้ามาในหัวใจใครสักคนแล้ว มันก็ไม่แปลกที่โลกของคนคนนั้นจะเปลี่ยนไปสดใสกว่าที่เคย ความรักนั้นอยู่กับเรามาตั้งแต่วันที่เราเกิด จนถึงวันที่เราจากโลกนี้ไป ซึ่งในช่วงเวลานั้นคงจะมีเรื่องราวความรักที่ตื่นเต้นมากมายเกิดขึ้นในชีวิต แต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้พบกับ “รักต้องห้าม” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “รักเพื่อนร่วมงาน”

ทำไมรักนี้ถึงเป็น “รักต้องห้าม”? ก็เพราะว่ากว่าที่คนที่มีความรักชนิดนี้จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซุบซิบนินทาของเพื่อนร่วมงานคนอื่น หรือคำเตือนจากหัวหน้านั้นมันยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก

แต่ก็อย่างว่า ถ้าคนจะรักกัน “รักต้องห้าม” ก็สามารถเปลี่ยนเป็น “รักยากห้าม” ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นที่สำคัญกว่าการจีบกันให้ติดก็คือว่าทำอย่างไรถึงจะรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นให้อยู่ได้อย่างยาวนานและไม่กระทบต่อหน้าที่การงานที่ทำอยู่

วันนี้ผมขอนำเสนอข้อคิดในการรักษาความสัมพันธ์ที่ผมประสบพบเจอจริงๆ จากรุ่นพี่คู่รักที่เป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของผมนะครับ

1. คู่รักเพื่อนร่วมงานที่ดีนั้นต้องรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกัน

ในระหว่างเวลาการทำงานนั้นพี่สองคนนี้ก็ได้เปลี่ยนสถานะจาก “คู่รัก” มาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ซึ่งก็คือในเวลาทำงานนั้นพี่ทั้งสองคนนี้ก็ไม่ได้เอาเวลาในการทำงานมาจู๋จี๋หรือมาบอกคำหวานกัน ตรงกันข้ามพี่ทั้งสองคนนั้นทำงานด้วยกันอย่างเป็นมืออาชีพ แล้วเมื่อพอเวลางานหมดลง สถานะของพี่ทั้งสองคนนั้นก็หมุนเวียนกลับมาเป็น “คู่รัก” เหมือนเดิม

2. ใช้ความรักเป็นแรกขับเคลื่อนในการทำงาน

ความรักนอกจากจะเป็นสิ่งที่สวยงามแล้ว ความรักยังแปรเปลี่ยนเป็นพลังได้เช่นกัน ในเวลาที่พี่ผู้ชายไม่อยู่ ต้องไปทำงานต่างประเทศ พี่ผู้หญิงก็จะคอยช่วยพี่ผู้ชายดูแลงานต่างๆ ที่เข้ามา และพี่ผู้ชายก็ทำแบบเดียวกันในตอนที่พี่ผู้หญิงไม่อยู่ ซึ่งความรักเป็นตัวที่ช่วยทำให้สถานะของทั้งสองจาก “เพื่อนร่วมงาน” พัฒนาเป็น “เพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน”

3. สามีมีไว้บูชา ภรรยามีไว้เคารพ

ข้อสุดท้ายเป็นข้อที่ทำให้เกิด 2 ข้อแรก และเป็นข้อที่สำคัญที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์ของคู่รักไว้อย่างยาวนานและไม่กระทบกับงาน จากที่ผมสังเกตเห็น ทั้งสองคนเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน เคารพในฐานะคนรัก และให้เกียรติในฐานะเพื่อนร่วมงาน ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่รุ่นพี่คู่รักอดีตเพื่อนร่วมงานของผมยังคงรักษาความสัมพันธ์เรื่องความรัก และเรื่องงานได้เป็นอย่างดี

ผมหวังว่าเรื่องราวความรักของรุ่นพี่สองคนนี้จะให้ข้อคิดที่ดีสำหรับทุกคนนะครับ

ขอให้ใครก็ตามที่ตกหลุมรักเพื่อนร่วมงานเปลี่ยนสถานะเป็นคู่รักร่วมงานในเร็ววัน และขอให้มีความรักและการงานที่มีความสุข และยั่งยืนนะครับ

โชคดีครับ!

WonderMe.co Team

เริ่มต้นการทำงาน…ดั่งต้นกล้าที่กำลังจะเติบใหญ่

“The creation of a thousand forests is in one acorn – ป่ากว่าพันผืน กำเนิดจากเมล็ดพันธุ์เพียงหนึ่งเดียว’― Ralph Waldo Emerson

การเริ่มต้นการทำงาน เปรียบเสมือนการเพาะต้นกล้า ที่กำลังจะเติบใหญ่ขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงในอนาคต ในโอกาสที่วันพืชมงคล ซึ่งเป็นวันที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เพิ่งจะผ่านพ้นไป WonderMe จะมาแชร์วิธีการเริ่มต้นการทำงาน และแนวทางการก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานอย่างแข็งแกร่งและเต็มภาคภูมิ เพื่อที่เพื่อนๆทุกคนจะสามารถเติบโตในสายอาชีพของตนเองในอนาคตต่อไปครับ… เพราะว่าต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาได้ ย่อมต้องมีรากฐานจากการเติบโตอย่างมั่นคงตั้งแต่ยังเป็นต้นกล้าครับ :)

012 - growing-plants-e1303294446339_26151049_std

1. มีความนอบน้อมแต่ในขณะเดียวกันก็กล้าแสดงความคิดเห็น

ความนอบน้อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในการเริ่มต้นทำงาน เช่นเดียวกับความกล้าแสดงความคิดเห็น ในฐานะที่เราเป็นต้นกล้าที่เพิ่งเติบโตขึ้นในองค์กร เราจำเป็นจะต้องมีความนอบน้อม เปรียบเหมือนต้นกล้าที่มีความโอนอ่อน ทำให้สามารถทนทานต่อลมพายุแรงๆ จนกระทั่งสามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ได้ ซึ่งใครก็ตามที่มีความนอบน้อมถ่อมตน ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องรักอย่างแน่นอน จริงไหมครับ :)

ในส่วนของการกล้าแสดงความคิดเห็น พี่ๆผู้ใหญ่ในที่ทำงาน ต่างต้องการเห็นความสามารถ และทัศนคติรวมถึงความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่อย่างเรา ที่จะมาช่วยสร้างมุมมอง รวมถึงแนวคิดใหม่ๆให้เกิดขึ้นในบริษัทได้ ซึ่งการกล้าแสดงความคิดเห็น จะช่วยจุดประกายในตัวเรา ให้เกิดไอเดียใหม่ๆอยู่เสมอ และพร้อมที่จะนำเสนอต่อผู้อื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องกล้าอย่างนอบน้อมและเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยนะครับ

2. ขยันขันแข็ง รับผิดชอบ และไม่ยอมแพ้ต่อความลำบาก

ความขยันขันแข็ง รับผิดชอบ และไม่ยอมแพ้ต่อความลำบาก เปรียบเสมือนแสงแดด น้ำ และปุ๋ย ที่มีความจำเป็นต่อการเติบโตของต้นกล้าเช่นตัวเรา ถ้าเรามีความขยันในการทำงาน และพร้อมที่จะรับ Project จากพี่ๆมาทำ ผนวกกับมีความรับผิดชอบที่จะทำงานนั้นๆให้สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงไม่เคยหวั่นหรือยอมแพ้ต่ออุปสรรคในการทำงาน ทั้งหมดนี้จะช่วยหล่อหลอมให้เราเป็นคนที่มีคุณภาพ มีความสามารถ และก้าวหน้าในการทำงานได้อย่างแน่นอน

3. ตรงต่อเวลา

ความตรงต่อเวลา เป็นพื้นฐานสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้อื่นในตัวเรา ลองเปรียบเทียบระหว่างคนที่มาทำงานก่อนเวลาซัก 5-10 นาทีทุกวัน กับคนที่มาสาย 10-15 นาทีทุกวันแล้ว เพื่อนๆคิดว่าหัวหน้าจะไว้วางใจ และเชื่อมั่นที่จะมอบหมายงานสำคัญๆ รวมถึงให้โอกาสในการเลื่อนขั้นก่อนกันครับ?

แน่นอนว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ทักษะ ความสามารถต่างๆ ก็มีผลต่อการตัดสินใจเช่นกัน แต่ความตรงต่อเวลา นับเป็นสิ่งพื้นฐาน ที่ทุกๆคนเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะว่าความตรงต่อเวลา แสดงให้เห็นถึงระเบียบวินัย แสดงให้เห็นว่าเรามีการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดคิด เช่น ฝนตก รถติด น้ำท่วม เป็นต้น เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ขอให้ทุกคนทำให้ “การตรงต่อเวลา” เป็นนิสัยที่เราจะยึดถือปฏิบัติกันครับ :)

4. เลือกอาชีพที่ใช่

ในการเริ่มต้นทำงาน การเลือกสายอาชีพที่เหมาะกับความสามารถ และตัวตนของเรา แน่นอนว่าจะต้องเป็นการเริ่มต้นทำงานอย่างดีแน่นอน เพราะว่าตราบใดที่เราได้ทำงานที่ชอบ เราย่อมจะทำมันได้เป็นอย่างดี และมีพลังในการทำให้ถึงที่สุด ซึ่งก่อนที่จะรู้ว่าอาชีพใดที่ใช่ เราจำเป็นจะต้องรู้จักตัวของเราเองให้ดีเสียก่อน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ชอบเข้าสังคมและไม่ชอบทำงานซ้ำๆเดิมๆ อาจเหมาะกับงานขายหรือเซลส์ มากกว่างานวางแผนการผลิต หรืองานวิเคราะห์ข้อมูล ในขณะที่ผู้ที่มีความละเอียดรอบคอบในเรื่องตัวเลข แต่ไม่เก่งในเรื่องการนำเสนองานต่างๆ อาจเหมาะกับงานบัญชี มากกว่างานขาย เป็นต้นครับ

ในส่วนนี้ เพื่อนๆอาจลองคุยหรือขอคำปรึกษาจากรุ่นพี่ที่เรียนจบไป และได้มีโอกาสทำงานในด้านต่างๆดู เพื่อที่จะได้รับข้อมูลว่าลักษณะงานที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร เหมาะสมกับตัวเราหรือไม่ และอีกด้านหนึ่ง เพื่อนๆสามารถค้นหาตัวเอง ผ่าน www.wonderme.co ที่จะช่วยบอกได้ว่าเรามีบุคลิกภาพแบบใด และเหมาะสมกับงานแบบไหนกันแน่ครับ :)

5. เลือกบริษัทที่เข้ากับเรา

บริษัทในประเทศไทย และในต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่มีรูปแบบหรือลักษณะเฉพาะตัวทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น Google ที่เป็นบริษัทที่หลายคนใฝ่ฝัน นั้นมีลักษณะของความ Innovation และเน้นบรรยากาศการทำงานที่สมดุลระหว่าง Work-Life Balance ดังจะเห็นได้จากสิ่งที่สะท้อนจากตัวออฟฟิศของ Google เอง ในขณะที่บริษัทเช่น SCG หรือเครือปูนซิเมนต์ไทย จะเน้นให้บุคลากรของตนมีคุณภาพ ผ่านการอบรมในหลักสูตรต่างๆ และ On the job training (การเรียนรู้จากการทำงานจริง) รวมถึงจะเน้นบรรยากาศทำงานเป็นรูปแบบพี่น้องกันเป็นส่วนใหญ่

การที่เราจะรู้ได้ว่าบริษัทแบบใด ถึงจะเหมาะกับเรานั้น เราต้องลองศึกษาวิสัยทัศน์ พันธกิจ รวมถึงประวัติของบริษัท ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เรารู้จักกับบริษัทที่เราอยากจะเข้าทำงานด้วยมากขึ้นแล้ว ยังมีส่วนที่จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่า บริษัทๆนั้นๆ จะเป็นบริษัทที่เราจะสามารถฝากอนาคตการทำงานไว้ด้วยได้หรือไม่ (เปรียบเหมือนการเลือกแฟนหรือคู่ครอง ก็ต้องเลือกอย่างถี่ถ้วน จริงมั้ยครับ หุหุ) โดยใน WonderMe จะมีการแสดง Company Culture หรือรูปแบบลักษณะวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละบริษัท ซึ่งเพื่อนๆสามารถเข้าไปวิเคราะห์ดู และอาจเป็นส่วนหนึ่งในข้อมูลในการตัดสินใจได้ครับ

เพื่อนๆคงได้รู้ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถเริ่มต้นการทำงานได้ดี … ดั่งต้นกล้าที่พร้อมจะเติบใหญ่ในอนาคตกันแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของเพื่อนๆแน่นอน WonderMe ขอให้ทุกคนพบเจอกับอนาคตที่ดี และเติบโตสมกับเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่กำเนิดมาจากต้นกล้าที่มีคุณภาพครับ!!

WonderMe.co Team

พลังอันยิ่งใหญ่…. ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

Uncle Ben ของ Peter Parker ในเรื่อง Spiderman เคยกล่าวไว้ว่า “With great power comes great responsibility” หรือ “พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง” ซึ่งมันฟังดูเลิศหรูอลังการมากๆ เลย แต่ทุกคนเคยคิดไหมครับว่ากว่า Peter Parker จะได้พลังของสไปดี้ที่สามารถโหนใยแมงมุมไปๆ มาๆ ระหว่างตึกได้ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง หลายๆ คนอาจจะคิดว่า ‘ก็แค่โดนซุปเปอร์แมงมุมกัด แล้วก็บังเอิญโชคดีที่ได้พลังมาก็แค่นั้นเอง ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย” แต่ในความเป็นจริงแล้ว Peter เขามีความกระหายในด้านวิทยาศาสตร์ และชอบศึกษาหาความรู้อยู่เสมอๆ มันก็เลยทำให้เขาโชคดีได้พลังตรงนี้มา สิ่งที่ผมจะสื่อก็คือว่าการกระทำที่ดีเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความโชคดีนะครับ

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงอยากจะได้ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญมากขึ้นจากบริษัทที่ตัวเองทำอยู่ เพราะนั่นอาจหมายถึงความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน แต่ว่ามันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้สิ่งนั้นมาถ้าเราเพียงแต่รอ รอให้เราพร้อมมากกว่านี้ รอให้หัวหน้าเห็นคุณค่าของเรา รอให้อายุมากขึ้นแล้วเดี๋ยวก็ได้เลื่อนตำแหน่งเอง รอ ร๊อ รอ รอให้เราโชคดี

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรทำก็คือลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อที่เราจะได้มาซึ่งพลังอันยิ่งใหญ่ที่เอาไว้ใช้รับผิดชอบสิ่งที่ใหญ่ยิ่ง

วันนี้ผมขอนำเสนอ ‘POWER’ ที่จะช่วยให้ทุกคนได้รับพลังอันยิ่งใหญ่มา ซึ่งแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ผมได้มาจากบริษัทที่ผมเคยร่วมงานด้วยนะครับ

1. ‘P’ ro-activeness and ‘P’ rofessional

พลังอย่างแรกเลยคือพลังในการปฎิบัติการในเชิงรุกและมีความเป็นมืออาชีพ สิ่งนี้จะทำให้หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ตลอดจนลูกค้ารู้ว่าในตัวเรานั้นมีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่ (ไม่เกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์นะครับ ฮ่าๆ) และพร้อมที่จะปลดปล่อยมันออกมาอย่างถูกวิธี

2. ‘O’ pen-mindedness

พลังในการเปิดใจให้กว้าง และพร้อมที่จะเรียนรู้ อยากให้ทุกคนเป็นเหมือนกระเพาะอาหารครับ ไม่ว่าจะกินอิ่มแค่ไหนก็ตาม กระเพาะของเราก็ยังมีที่ว่างสำหรับของหวานที่มาเติมเต็มอาหารมื้อนั้นๆ อยู่เสมอ ความรู้ก็เช่นกัน ต่อให้เรามีความรู้ในเรื่องนั้นๆ มากแค่ไหน เราก็ควรที่จะเปิดหู เปิดตา และเปิดใจรับในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย หรือไม่เข้าใจเพื่อที่ให้สิ่งนั้นมาเติมเต็ม และขัดเกลาตัวเราให้ดียิ่งขึ้น

3. ‘W’ onder

ในความเป็นจริงแล้วพลังตัวที่สามของบริษัทที่ผมเคยร่วมงานด้วยมันคือคำว่า World Class แต่ผมขออนุญาติเปลี่ยนนิดหน่อยเพื่อให้เหมาะสมกับบทความนะครับ คำว่า Wonder จริงๆ แล้วมี 2 ความหมาย Wonder แรกคือคำว่า Wondering ซึ่งมีความหมายว่ารู้สึกสงสัย ส่วน Wonder ที่สองคือคำว่า Wonderful หรือมหัศจรรย์ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกสงสัย (Wondering) ว่าเรามีพลังอะไร และเริ่มออกค้นคว้าหาพลังนั้นๆ สิ่งมหัศจรรย์ (Wonderful) จะเกิดขึ้นกับตัวเราครับ

4. ‘E’ ntrepreneurship

พลังนี้คือพลังในการเป็นเจ้าของกิจการ ในฐานะพนักงานบริษัทที่กินเงินเดือน เราก็อาจจะไม่ได้มีหุ้นในบริษัทที่เราทำอยู่จริงๆ แต่ว่าถ้าเราทำให้ตัวเรามี ‘Sense of belonging’ หรือ ‘ความรู้สึกร่วม’ กับการเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว เราย่อมที่จะทำทุกสิ่งเพื่อทำให้ ‘บริษัทของเรา’ พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่แน่ว่าเจ้าของบริษัทอาจจะเห็นถึงพลังของเราแล้วยกหุ้นส่วนหนึ่งให้ก็เป็นได้นะ

5. ‘R’ elationship

พลังสุดท้ายคือพลังแห่งสายสัมพันธ์ ความพยายามที่จะผูกมิตรกับคนรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือแม้กระทั่งคู่แข่งเองอาจจะเป็นแรงหนุนที่ทำให้เราโชคดีในอนาคต ใครจะไปรู้ หนึ่งในคนรอบตัวของคุณอาจจะเป็นคนที่ส่งมอบพลังให้คุณก็เป็นได้

เป็นกำลังใจให้ทุกคนค้นพบพลังอันยิ่งใหญ่ในตัวเอง และใช้พลังนั้นอย่างสร้างสรรค์นะครับ

โชคดีครับ!

WonderMe.co Team

วิธี “ฆ่า” นิสัยการไปสาย

เหนื่อยกันมั้ยครับที่จะต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน แถมวันไหนถ้าโชคไม่ดีเจอวันรถติดแห่งชาติก็จะทำให้เข้างานสาย เมื่อเข้างานสายก็อาจจะต้องคอยหลบสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามว่า “ทำไมถึงมาสาย?” ของหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน วันนี้ทาง WonderMe มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้เปลี่ยนสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามเป็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการชื่นชมจากการที่เพื่อนๆ เข้างานกันตรงเวลา เป็นเทคนิคที่จะช่วย “ฆ่า” นิสัยการไปสายของเพื่อนๆกัน มาดูกันเลยนะครับว่าจะมีอะไรบ้าง

Bank005

  1. หนึ่งในสาเหตุหลักๆ ของการไปทำงานสายก็คือการตื่นสาย โดยปกติแล้วผู้ใหญ่วัยทำงานอย่างเราต้องการเวลานอนเฉลี่ยวันละ 6-8 ชั่วโมง ถ้าคุณนอนน้อยกว่านี้แล้วยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สามารถทำงานได้เป็นอย่างดี ก็ถือว่านั่นเป็นปริมาณการนอนที่พอดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกง่วงซึมระหว่างวัน หรืออารมณ์แกว่งง่าย ไม่คงที่ก็แสดงว่าคุณเริ่มพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว พยายามลองหาเวลานอนเฉลี่ยที่พอเหมาะกับตัวเรา นอกจากจะทำให้เราไม่ไปทำงานสายแล้ว ยังช่วยทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกนะ! (บางสำนักแนะนำให้งีบระหว่างวันประมาณ 15-20 นาที หรือที่เรียกว่า Power Nap วิธีนี้ใช้ได้ผลนะครับ ผมแอบทำประจำตอนพักกลางวัน อิอิ ZzzzZzz)
  2. ทุกคนคงคุ้นเคยกับสภาพการจราจรในประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพเป็นอย่างดี การจราจรบนท้องถนนของบ้านเรานั้นขึ้นชื่อว่าติดและคาดเดาได้ลำบากมากๆ เพราะฉะนั้นวิธีการทำให้การเดินทางของเราคาดเดาได้ก็คือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่าง BTS หรือ MRT แต่ก็ต้องเผื่อเวลาไว้หน่อยล่ะ เพราะว่าในตอนเช้านั้นมีคนใช้บริการ BTS และ MRT เยอะจริงๆ
  3. ถ้าการนอนเร็วตื่นเช้า และการเดินทางระยะไกลเป็นอุปสรรคสำหรับคุณ คุณก็อาจจะลองหาซื้อหรือเช่าคอนโดที่อยู่ใกล้กับที่ทำงาน เผลอๆ ค่าเช่าหรือค่าผ่อนคอนโดอาจจะถูกกว่าค่าเดินทางของคุณก็ได้ แถมคุณยังมีเวลาเพิ่มขึ้นเพื่อเอาไปพัฒนาตัวเองอีกด้วยนะ!
  4. เทคนิคสุดท้ายคือการกลับไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุซึ่งก็คือการเลือกงานและบริษัทที่เหมาะสมกับตัวเราครับ ถ้าเราได้ทำงานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ ทุกทุกวันเราจะตื่นมาพร้อมกับความกระตือรือร้นและพลังงานที่จะช่วยทำให้เราไม่ไปทำงานสาย ดังที่ขงจื้อได้กล่าวไว้ว่า “Choose a job you love, and you will never have to work a day in your life.”

เราเป็นกำลังใจให้ทุกคน ในการฆ่านิสัยการไปสายครับ … ขอให้โชคดีในการทำงานครับ!

WonderMe.co Team

ความสุขในการทำงาน VS ผลตอบแทน

            อะไรคือความสุข? ความสุขในการทำงานของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป บางคนอาจมีความสุขที่ได้ทำงานที่ท้าทาย บางคนอาจมีความสุขที่ได้ทำงานสบายๆ บางคนอาจมีความสุขที่ได้พบเจอผู้คนมากมาย บางคนอาจมีความสุขที่ได้นั่งคิด นั่งทำงานของตนอย่างเงียบๆ ความสุขเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคน แล้วที่หลายๆคนบอกว่า ความสุขในการทำงาน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเพียงหนึ่งเดียวคือ “เงินเดือน” ล่ะ? เรามาดูกันดีกว่าครับว่า ปัจจัยไหนคือสิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขในการทำงานอย่างแท้จริง!

006 - 1

จากผลการสำรวจของบริษัท Capital One ในประเทศอังกฤษพบว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของคนวัยทำงานชาวอังกฤษ ช่วงอายุ 18-34 ปี เกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้พวกเขาพึงพอใจในการทำงาน สรุปผลได้ดังนี้ครับ

–          20% คิดว่า “เงินเดือน” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

–          31% คิดว่า “เพื่อนร่วมงาน” เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด

–          41% คิดว่า “งาน” ของพวกเขานั่นแหละ ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกว่าพวกเขาจะมีความสุขหรือไม่

(ที่มา : http://www.wsandb.co.uk/wsb/news/2286221/job-satisfaction-more-important-to-employees-than-salary)

ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า เงิน เป็นปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิต และหนึ่งในเหตุผลที่เราต้องขวนขวายหางานทำก็เพื่อเงิน แต่ลึกๆไปกว่านั้นแล้ว แต่คุณเคยได้ยินเรื่อง ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ ที่ Maslow เป็นผู้คิดค้นขึ้นไหมครับ

6 - 2

จะเห็นได้ว่า “เงิน” นั้นช่วยเราบรรลุความต้องการได้แค่ในสองขั้นแรกเท่านั้น สิ่งที่ผมจะบอกคือ ถ้าคุณได้รับเงินเดือนมากเพียงพอ ที่จะสามารถทำให้คุณดำรงชีวิตได้อย่างสุขสบายแล้วนั้น เงินน่าจะเป็นปัจจัยรองในการที่จะทำให้คุณมีความสุขในการทำงาน

ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติว่าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ เงินเดือนระดับ 5 หมื่นบาท ทำงานอยู่ในบริษัทขนาดเล็กๆ ที่ทุกๆคนอยู่กันอย่างพี่น้อง ถ้ามีบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเขี้ยวสุดๆ ใช้คุณคุ้มยิ่งกว่าเงินเดือนหลายเท่า มาเสนอเงินเดือนระดับ 7-8 หมื่นบาทให้คุณ คุณจะไปไหมครับ??

การที่จะตอบโจทย์ความต้องการของตัวเราเอง ในระดับขั้นที่สูงๆขึ้นไปนั้น เกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นๆที่ไม่ได้ขึ้นกับเงินเลยแม้แต่น้อย การที่เราจะได้รับการยอมรับจากสังคม หรือแม้กระทั่งการที่เราจะรู้สึกพึงพอใจในตัวเองนั้น เกิดจากการที่เราได้อยู่ในบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรเข้ากับตัวเรา มีเพื่อนร่วมงานที่คอยสนับสนุนให้กำลังใจเรา และมีงานที่เรารักที่จะทำ ที่เราจะอยู่กับมันได้อย่างไม่มีวันเบื่อ

เพราะฉะนั้นในการเลือกหางานของคุณ เราอยากให้คุณมองถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆในการทำงานด้วย เพราะเงิน ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตการทำงานของคุณมีความสุข เราเชื่อว่าถ้าหากทุกคนชอบงานที่ตนเองทำ และมีเพื่อนร่วมงานที่ดี อยู่ในวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะกับตนเองแล้วล่ะก็ ทุกคนจะต้องมีความสุขในการทำงานอย่างแน่นอน ขอให้คุณได้เจองานที่ใช่ และมีความสุขมากๆ กับการทำงานครับ เราเป็นกำลังใจให้ทุกคน!

Money is numbers and numbers never end. If it takes money to be happy, your search for happiness will never end – Robert Nesta Marley

WonderMe.co Team

www.wonderme.co

ทำแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพสนุกๆ ค้นหาตัวตนของคุณ ค้นพบงานที่ใช่ในบริษัทที่คุณจะต้องรัก